การจัดการของเสียในฟาร์มสุกร ปัจจุบันฟาร์มเลี้ยงสุกรมักจะประสพปัญหาทางด้านการสุขาภิบาล ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสภาพแวดล้อม บริเวณรอบ ๆ ฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย มูลสุกร และกลิ่น ไม่เพียงแต่จะรบกวนชุมชนที่อยู่ใกล้ ๆ แล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะเชี้อโรคแมลงวันและยุง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทั้งสุกรเองและคนด้วย ดังนั้นผู้ที่จะก่อตั้งฟาร์มสุกรนอกจากจะต้องเลือกทำเลที่จะตั้งฟาร์มให้เหมาะสมดังที่กล่าวมาในบทก่อนแล้ว ยังจะต้องกำหนดแผนและนโยบายการจัดการเกี่ยวกับของเสียต่าง ๆ จากฟาร์มสุกรให้เหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ฟาร์ม

การจัดการของเสียในฟาร์มสุกร
ปริมาณและลักษณะของสิ่งขับถ่าย

สิ่งขับถ่ายของสุกรจะมีปริมาณและลักษณะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับขนาดของสุกร พันธุ์สุกร คุณภาพและปริมาณของอาหารที่สุกรกิน ชนิดของอาหารเป็นอาหารแห้งหรือเปียก และยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย ของเสียที่สุกรถ่ายออกมาจะมีทั้งอุจจาระและปัสสาวะซึ่งสุกรขุนในระยะกำลังเจริญเติบโตจะถ่ายมูลเปียกประมาณวันละ 5-6 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว สุกรขนาดน้ำหนัก 95 กิโลกรัมจะขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะรวมกันต่อวันต่อตัวประมาณ 2.2 แกลลอน ถ้าแยกเป็นอุจจาระเปียกอย่างเดียวจะมีปริมาณขับถ่ายต่อตัวต่อวันประมาณ 2 ปอนด์ ปริมาณการขับถ่ายของสุกรที่มี ขนาดน้ำหนักต่าง ๆ กัน สุกรที่กินอาหารมากก็จะถ่ายมูลออกมามาก หรือถ้าอาหารมีเยื่อใยมากความย่อยได้จะน้อย มูลที่สุกรถ่ายออกมาก็จะมากขึ้น สุกรรุ่นน้ำหนัก 45 กิโลกรัม กินอาหารแห้งเฉลี่ยวันละ 2.5 กิโลกรัม ซึ่งมีความย่อยได้ประมาณ 84 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีวัตถุแห้งที่ไม่ถูกย่อยขับถ่ายออกมาประมาณ 0.4 กิโลกรัม

การจัดการของเสียในฟาร์มสุกร

              การขับถ่ายของสุกรนั้นสิ่งที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกายจะมีทั้งที่อยู่ในรูปของก๊าซ ของแข็ง และของเหลว ซึ่งจะ
มีส่วนประกอบแตกต่างกันไป สำหรับส่วนที่เป็นของแข็งที่เรียกว่า อุจจาระนั้นจะประกอบไปด้วย

1) อาหารที่ไม่ถูกย่อย อาหารบางส่วนที่ถูกย่อยแล้วแต่ไม่ถูกดูดซึม ได้แก่ เยื่อใยเซลลูโลส ขนสัตว์ เป็นต้น

2) เนื้อเยื่อบุผนังลำไส้ ระบบทางเดินอาหาร

3) เซลส์ของจุลินทรีย์ต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหาร

การเกิดกลิ่นจากมูลสุกร

กลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นในฟาร์มสุกรนั้นจะเกิดมาจากการหมักย่อยของจุลินทรีย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะเกิดก๊าซหลาย ๆ ชนิดขึ้น ซึ่งก๊าซบางชนิดก็จะเป็นอันตรายต่อสัตว์ มีผลทำให้การเจริญเติบโตของสุกรลดลงได้ ก๊าซที่เกิดขึ้นในโรงเรือนสุกรเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2 ) แอมโมเนีย (NH 3 ) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H 2 S) มีเทน (CH 4 ) และก๊าซอีกหลายชนิดที่เกิดจากสารอินทรีย์ต่าง ๆ เป็นพวกเมอร์แคปแทน (mercaptans) มีลักษณะคล้ายพวกแอลกอฮอร์ อย่างไรก็ตาม ถ้าอุจจาระของสัตว์อยู่ในลักษณะเป็นของเข็งหรือแห้งก็จะไม่ค่อยมีปัญหาในด้านการจัดการ แต่ถ้ามีลักษณะเหลวจะเกิดความยุ่งยากในการจัดการ และจะเกิดการหมักหมมได้มากกว่าถ้าหากมีอ๊อกซิเจนเพียงพอ การหมักก็จะมีโอกาสเกิดก๊าซน้อยลง ในช่วงฤดูร้อนการจัดการของเสียจากฟาร์มสุกรก็จะมีปัญหามากกว่าในช่วงฤดูหนาว ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิจะสูงกว่าเหมาะแก่การเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย ขณะเดียวกันความชื้นในฤดูร้อนจะสูงกว่าฤดูหนาวจึงเหมาะแก่การหมักย่อยของจุลินทรีย์

การจัดการของเสียในฟาร์มสุกร


ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะลดมลภาวะความเป็นพิษของอากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากก๊าซต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ ในหลายประเทศได้มีการกำหนดปริมาณสูงสุดของก๊าซต่าง ๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการรักษาความ บริสุทธิของอากาศ เพราะก๊าซบางชนิดเมื่อมีในปริมาณมากจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ เช่น ในสหรัฐอเมริกากำหนดปริมาณสูงสุดของก๊าซแอมโมเนียเท่ากับ 50 ส่วนในล้านส่วน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 5000 ส่วนในล้านส่วน ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์มีได้ไม่เกิน 10 ส่วนในล้านส่วน และก๊าซมีเทนต้องไม่เกิน 1000 ส่วนในล้านส่วน สำหรับฟาร์มสุกรดังได้กล่าวมาแล้วการหมักหมมของสิ่งขับถ่ายจะก่อให้เกิดก๊าซต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการให้ผลผลิตได้ โดยเฉพาะสุกรเล็กจะมีความรู้สึกไวต่อก๊าซต่าง ๆ มากกว่าสุกรมีอายุ ปริมาณสูงสุดสำหรับสุกรอายุน้อยก็จะมีค่าต่ำกว่าสุกรที่มีอายุ อันตรายของก๊าซชนิดต่าง ๆ ที่มีต่อสัตว์ก็จะแตกต่างกันไปตาม
คุณสมบัติของก๊าซแต่ละชนิด เช่น

           ก๊าซแอมโมเนีย มีคุณสมบัติเป็นก๊าซไม่มีสีแต่มีกลิ่นฉุน แสบจมูก มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ ปกติจะไม่ติดไฟ แต่หากมีก๊าซแอมโมเนียในปริมาณมาก ๆ ถึง 16 เปอร์เซ็นต์ในอากาศอาจจะเกิดการระเบิดได้ ก๊าซแอมโมเนียส่วนมาก เกิดจากมูลสด ยิ่งอุณหภูมิสูงก็จะยิ่งทำให้กลิ่นของก๊าซแอมโมเนียแรงขึ้น พื้นคอกที่เป็นแบบพื้นแสลตจะเกิดกลิ่นของ ก๊าซแอมโมเนียได้น้อยกว่าพื้นคอนกรีตทึบ ถ้าหากมีก๊าซแอมโมเนียในปริมาณ 100-200 ส่วนในล้านส่วนจะทำให้สุกร มีอาการจาม มีน้ำลายฟูมปาก สุกรกินอาหารน้อยลง มีอาการหัวสั่น บางครั้งทำให้ผู้เลี้ยงเข้าใจผิดว่าสุกรเป็นโรคเกี่ยวกับ ระบบทางเดินหายใจ

           ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีคุณสมบัติเป็นก๊าซไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส หนักกว่าอากาศ สามารถละลายน้ำได้โดยปกติ
จะมีอยู่ในอากาศประมาณ 0.03 เปอร์เซ็นต์ (300 ส่วนในล้านส่วน ) แต่ถ้ามีมากถึง 4 เปอร์เซ็นต์ หรือ 40000 ส่วนใน
ล้านส่วน จะทำให้สุกรเกิดอาการวิงเวียน ตาลาย เดินโซเซ หมดสติ สำหรับสุกรที่โตแล้วมีน้ำหนักเกินกว่า 68 กิโลกรัม อาจจะสามารถทนอยู่ในสภาพที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ได้นานถึง 1 ชั่วโมง และเมื่อนำสุกรกลับมา
อยู่ในสภาพอากาศดีตามปกติก็จะทำให้สุกรมีอาการกลับสู่สภาพปกติได้

            ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นคล้ายไข่เน่า หนักกว่าอากาศ สามารถละลายน้ำได้ เกิดจากการหมัก
ของมูลสัตว์ภายใต้สภาพที่ไม่มีอากาศ ในโรงเรือนสุกรที่มีการถ่ายเทของอากาศพอสมควรจะมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์
ประมาณ 0.09 ส่วนในล้านส่วน แต่ถ้าการถ่ายเทของอากาศไม่ดีพอจะทำให้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์เพิ่มขึ้นเป็น 0.28 ส่วนในล้านส่วน ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง หากสุกรได้รับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ในปริมาณ 20 ส่วนในล้านส่วนอยู่ ตลอดเวลาจะทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาท สุกรจะกลัวแสงและมีอาการท้องร่วง ถ้าได้รับในระดับ 800 ส่วนในล้านส่วนจะมีผลทำให้สุกรสลบทันที และตายในเวลาต่อมา

           ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ ไม่สามารถละลายน้ำ สามารถติดไฟได้ เกิดจากการ
หมักมูลสัตว์ในสภาพมีอากาศ ในโรงเรือนเลี้ยงสุกรควรจะมีก๊าซมีเทนในระดับต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ การหมักมูลสุกรใน
บ่อหากไม่มีการระบายก๊าซออก จะมีก๊าซมีเทนอัดตัวอยู่ในบ่อมาก อาจเกิดอันตรายจากการติดไฟระเบิดขึ้นได้

นอกจากนี้แล้วยังมีก๊าซที่ทำให้ของเสียจากสุกรมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น พวกเอมีน (amines) เมอร์แคบแทนซัลไฟด์ (mercaptan sulfide) และกรดอินทรีย์อื่น ๆ อีก ปัญหาจากของเสียในฟาร์มสุกรไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็น
แล้วยังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการสุขาภิบาลด้วย เพราะจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและพยาธิ ตลอดจนยุงและแมลงวัน ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคไปสู่คนและสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ได้ มีการพบว่า เชื้อซาโมเนลลา (samonella) ใน
มูลสุกรสามารถติดต่อถึงคนทำให้เกิดโรคท้องร่วง โดยเฉพาะในเด็กได้ และยังพบว่า ยุงที่เพาะพันธุ์อยู่ตามบ่อเก็บของ
เสียในฟาร์มสุกรจะเป็นพาหนะนำโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมาสู่คนได้ ดังนั้นจึงควรที่จะมีการจัดการกำจัดของเสียในฟาร์ม
สุกรที่ดี และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

วิธีการกำจัดของเสียในฟาร์มสุกร

ในสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงที่ดี สุกรก็จะเป็นสัตว์ที่มีความสะอาดและมีความเป็นระเบียบจะเห็นว่า ในฟาร์มเลี้ยง สุกรที่ทำเป็นการค้าในช่วงแรกหลังคลอดลูกสุกรจะมีการขับถ่ายกระจัดกระจายทั่วคอก แต่หลังจากที่มีอายุประมาณ 3 วัน ลูก สุกรก็จะเริ่มหลีกเลี่ยงการขับถ่ายในบริเวณที่ใช้เป็นที่พักหลับนอน ระยะนี้ลูกสุกรจะเรียนรู้พฤติกรรมการขับถ่ายของแม่ ดังนั้น ลูกสุกรจะขับถ่ายในบริเวณเดียวกับที่แม่สุกรถ่าย โดยปกติลูกสุกรจะเรียนรู้ และสามารถขับถ่ายเป็นที่ได้เมื่ออายุประมาณ 8 วัน หากลูกสุกรไม่สามารถเรียนรู้ถึงพฤติกรรมการขับถ่ายที่ดีได้ในช่วงอายุนี้ก็จะทำให้ลูกสุกรมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่ดีเมื่อโตขึ้น ดังนั้นจึงควรที่จะหัดให้สุกรมีการขับถ่ายเป็นที่ จะช่วยทำให้พื้นคอกสะอาด ลดปัญหาเรื่องกลิ่นของมูลสุกร ประหยัดเวลาและ แรงงานในการทำความสะอาดคอก ช่วยให้การจัดการเพื่อกำจัดของเสียภายในฟาร์มง่าย สะดวกและประหยัดด้วย เพราะการ ที่สุกรขับถ่ายเป็นที่ทำให้เราสามารถทำความสะอาดคอกได้ง่าย เพียงแต่คอยใช้พลั่วตักมูลออก ไม่จำเป็นต้องล้างคอกทุกวันก็ จะทำให้คอกแห้ง โดยเฉพาะโรงเรือนที่เป็นพื้นแสลต เวลาสุกรถ่ายปัสสาวะก็จะไหลลงใต้ถุนโรงเรือน หรืออุจจาระบางส่วนก็จะ หลุดรอดลงมาด้วย การทำความสะอาดก็จะสะดวก ยิ่งโรงเรือนที่ยกพื้นสูงขึ้นก็สามารถจะเข้าไปกวาดอุจจาระหรือใช้น้ำฉีดล้าง ให้ไหลไปรวมกันในรางระบายน้ำเสีย แล้วไหลลงสู่บ่อเก็บของเสียของฟาร์มต่อไป การล้างใต้ถุนโรงเรือนอาจจะไม่จำเป็นต้อง ล้างบ่อยครั้ง โดยปกติจะทำสัปดาห์ละครั้ง ในบางฟาร์มอาจจะมีการเลี้ยงเป็ดไว้ใต้ถุน เพื่อช่วยเก็บกินอาหารที่หกหล่นลงมาก และยังช่วยกันหนอนแมลงวันเป็นการลดการเพิ่มจำนวนของแมลงวันอีกทาง และยังได้ผลผลิตจากเป็ดด้วย ซึ่งจำนวนเป็ดที่จะ ปล่อยก็จะต้องไม่มากจนเกินไป จะต้องให้อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับจำนวนสุกรที่เลี้ยงทั้งหมด

การจัดการของเสียในฟาร์มสุกร

อย่างไรก็ตาม ของเสียจากสิ่งขับถ่ายของสุกรที่ไหลลงไปรวมกันในบ่อพักนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดการต่อไปอีก เช่นเดียวกับมูลที่ตักออกมาจากคอกสุกรก็จะต้องนำไปรวมกันไว้เพื่อตากแห้ง อาจจะทำเป็นลานตากแล้วมีการตีพรวนเพื่อกลับมูล ที่ตากอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้แห้งเร็วขึ้นและมูลไม่จับกันเป็นก้อนแข็ง สามารถนำไปใช้ทำเป็นปุ๋ยคอกต่อไป สำหรับสิ่งขับถ่ายที่รวมกัน ในบ่อพักนั้นจะมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก การจัดการของเสียนี้มีหลายวิธีด้วยกัน หลักการก็คือจะต้องแยกเอาส่วนที่เป็นน้ำกับกาก ที่เป็นของแข็งตกตะกอนอยู่ออกจากกัน วิธีที่จะใช้ได้ผลก็คือ การใช้เครื่องแยกมูลโดยที่เครื่องแยกจะทำการดูดเอาของเสียในบ่อ พักขึ้นมาผ่านตะแกรงกรองแยกส่วนที่เป็นกากของแข็งออกมา แล้วมีมอเตอร์ไปหมุนเกลียวดูดเอากากนี้ส่งออกไปตามรางลงไปยัง หลุมหรือบ่อเก็บ เพื่อรอนำไปตากแห้งต่อไป ส่วนที่เป็นน้ำเมื่อไหลผ่านตะแกรงกรองก็จะไหลลงสู่บ่อเก็บน้ำเสียอีกบ่อที่อยู่ถัดไป เพื่อให้เกิดการตกตะกอนของกากของเสียที่มีขนาดเล็กรอดตะแกรงกรองออกมา จากนั้นก็จะทำการดูดเอาน้ำหรือจะใช้วิธีปล่อย ให้ล้นไปยังอีกบ่อถัดไปอีกเพื่อที่จะทำการ เติมออกซิเจนโดยการใช้เครื่องปั้มอากาศเป่าผ่านท่อที่เจาะรูเล็ก ๆ รอบ ๆ ท่อไว้ใต้บ่อ หรือจะใช้ใบพัดหมุนตีอยู่บนผิวน้ำจะช่วยให้น้ำกลับเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี สามารถนำไปใช้ล้างคอกอีกก็ได้ อย่างไรก็ตามควรที่จะ ใส่คลอรีนฆ่า เชื้อโรคเสียก่อน

สนใจสินค้าสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ID LINE : 064-292-2934

หรือต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บ : https://www.microblaze-thailand.com/product-category/microblaze-elsc

หรือหากท่านไม่สะดวกสั่งหน้าเว็บสามารถเลือกซื้อได้กับร้านค้าทางการใน Lazada และ Shopee ได้ตามลิ้งค์สินค้าทางด้านล่างได้เลย

Shopee Mell : https://shopee.co.th/microenvi?categoryId=2083&itemId=4271830063

Lazadad lazMall : https://www.lazada.co.th/shop/micro-blaze

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บ :  http://lms.mju.ac.th/

Leave A Reply