โรคลัมปี สกิน ตรวจพบเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2564 กรมปศุสัตว์ได้รับรายงานพบโคเนื้อแสดงอาการสงสัยโรคลัมปี สกิน เป็นโคที่เกษตรกรรายย่อยที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 10 ราย จากจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่จำนวน 5,000 ราย โดยเกษตรกรแต่ละรายพบโคป่วย 1-2 ตัว จึงเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งต่อมาผลทางห้องปฏิบัติการตรวจพบเชื้อไวรัสโรคลัมปี สกิน จึงเป็นการตรวจพบโรคดังกล่าวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

จากการสอบสวนโรคเบื้องต้น สาเหตุการเกิดโรคเกิดจากการนำเข้าโคเนื้อมาเลี้ยงใหม่ในพื้น โดยเป็นโคเนื้อที่อาจมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้ กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการควบคุมโรคเพื่อลดความสูญเสียให้กับเกษตรกร และเฝ้าระวังโรคในจังหวัดข้างเคียง

รู้จัก “โรคลัมปีสกิน” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สำคัญในโคกระบือ แต่ไม่ใช่โรคที่ติดสู่คนได้ เกิดจากเชื้อไวรัส 𝘓𝘶𝘮𝘱𝘺 𝘴𝘬𝘪𝘯 𝘥𝘪𝘴𝘦𝘢𝘴𝘦 𝘷𝘪𝘳𝘶𝘴 ในสกุล 𝘊𝘢𝘱𝘳𝘪𝘱𝘰𝘹𝘷𝘪𝘳𝘶𝘴 สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต และมีตุ่มขนาดใหญ่ ประมาณ 2-5 เซนติเมตร ขึ้นที่ผิวหนังทั่วร่างกาย พบมากที่คอ หัว เต้านม ถุงอันฑะและหว่างขา ตุ่มที่ขึ้นอาจแตก ตกสะเก็ดและเกิดเป็นเนื้อตาย หรือมีหนอนแมลงมาไชได้ อาจพบตุ่มน้ำใสขึ้นที่เยื่อเมือก ทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการน้ำลายไหล ตาอักเสบ มีตุ่มขึ้นที่เยื่อเมือกตา น้ำตาไหลและมีขี้ตา

นอกจากนี้สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีอาการซึม เบื่ออาหาร อาจมีภาวะเป็นหมันชั่วคราวหรือถาวร แท้งลูกและมีปริมาณน้ำนมลดลง อัตราการป่วยอยู่ที่ 5 – 45 % อัตราการตายน้อยกว่า 10% แต่อาจมีอัตราการตายสูงในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน ผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่ผลผลิตที่ลดลง

สาเหตุและระบาดวิทยาโดยทั่วไป : เกิดจากเชื้อไวรัส Lumpy skin disease virus หรือ LSDV ซึ่งจัดอยูในวงศ์ Poxviridae สกุล Capripoxvirus โดย LSDV นั้นสามารถเจริญเติบโตและก่อโรคตามอวัยวะต่างที่มีเซลล์เยื่อบุ (Epithelium cells) ซึ่งจัดเป็นโรคประจําถิ่นในประเทศแถบแอฟริกา มีระยะฟักตัวประมาณ 4-14 วันในห้องทดลองและอย่างน้อย 2-5 สัปดาห์ในการติดเชื้อโดยธรรมชาติทั้งนี้เพื่อความเข้าใจร่วมกันในเชิงการเคลื่อนย้ายสัตว์ระหว่างประเทศองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ได้กําหนดให้ระยะฟักตัวของโรคนี้เท่ากับ 28 วันไวรัสชนิดนี้ก่อโรคในโค และกระบือ รวมถึงยีราฟ มีอัตราการป่วย 5 – 45% และอัตราการตายน้อยกว่า 10% โดยโรคนี้ไม่ได้จัดว่าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน นอกจากนี้มีการศึกษาในประเทศเอธิโอเปียพบว่าสายพันธุ์ของสัตว์จะมีความไวต่อการเป็นโรคที่แตกต่างกัน ซึ่งโคนมพบว่ามีความไวต่อโรคมากกว่าโคเนื้อสายพันธุ์ Zebu สําหรับประเทศไทยยังไม่พบรายงานการเกิดโรคนี้ โดยโรคดังกล่าวจัดเป็นโรคตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

ทําไมประเทศไทยต้องเริ่มเฝ้าระวังโรคนี้อย่างจริงจัง : ปัจจุบันพบการระบาดของโรคลัมปี สกินในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ (2562) สาธารณรัฐอินเดีย (2562) สาธารณรัฐประชาชนจีน (2562) ในสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) (2563) และ สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล (2563)โดยล่าสุดพบการระบาดของโรคนี้ใน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่ามีความสัมพันธ์ทางการค้าด้านปศุสัตว์กับประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคงพบการระบาดของโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อผ่านทางการเคลื่อนย้ายสัตว์ตลอดจนแมลงพาหะจากประเทศกลุ่มนี้ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียคุณภาพซาก ตลอดจนสวัสดิภาพสัตว์

อาการ : สัตว์อาจจะมีไข้อุณหภูมิสูงได้ถึง 41 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ํานมลดอย่างเห็นได้ชัดในโคนม ซึมเบื่ออาหาร ซูบผอม เยื่อจมูกอักเสบ เยื่อตาขาวอักเสบ มีปริมาณน้ําลายมากกว่าปกติ ต่อมน้ําเหลืองบวมโต เกิดตุ่มบริเวณผิวหนังขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-5 ซม. บริเวณหัว คอ ขา เต้านม อวัยวะเพศ ภายใน 48 ชม.หลังจากแสดงอาการป่วย โดยตุ่มมีลักษณะแข็ง กลม นูนขึ้นจากผิวหนังโดยรอบ ซึ่งตุ่มนูนที่มีขนาดใหญ่อาจจะกลายเป็นเนื้อตาย มีแผลเป็นเกิดขึ้นและคงอยู่เป็นเวลาหลายเดือน ส่วนตุ่มนูนขนาดเล็กสามารถหายได้เร็วกว่าสามารถพบตุ่มน้ํา หรือแผลจากการแตกของตุ่มน้ําได้ในบริเวณเยื่อเมือกในช่องปาก ทางเดินอาหาร หลอดลม และปอดได้ อาจพบการบวมน้ําในบริเวณส่วนท้องของตัวสัตว์ซึ่งจะส่งผลให้สัตว์ไม่อยากเคลื่อนไหว ในพ่อพันธุ์อาจจะส่งผลให้เกิดการเป็นหมันชั่วคราว หรือถาวรได้ สําหรับแม่พันธุ์อาจจะส่งผลให้แท้งและเกิดการกลับสัดช้า

การติดต่อ : ช่องทางหลักของการติดเชื้อคือการมีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะนําโรค ได้แก่ เห็บ แมลงวันดูดเลือด ยุง
เป็นต้น ซึ่งแมลงพาหะเหล่านี้มีบทบาทเป็นลักษณะพาหะเชิงกล (Mechanical Vector) โดยการถ่ายทอด
เชื้อที่ติดอยู่ที่ส่วนปากให้กับโคกระบือในบริเวณเดียวกัน โดยจากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าเชื้อไวรัส
สามารถมีความคงทนในแมลงบางชนิดได้นานโดยไม่มีการแบ่งตัวเพิ่ม ดังนี้

ยุง เช่น Aedes Aegypti เป็นต้น ประมาณอย่างน้อย 6 – 8 วัน (Chihota et al., 2001, Sanz-
Bernardo et al., 2020 และ Carn & Kitching, 1995)

Culex quinquefasciatus (ยุงรําคาญ), Culicoides nubeculosus (ริ้น) ประมาณ 8 วัน
(Sanz-Bernardo et al., 2020)
Stomoxys calcitrans (แมลงวันคอก) ประมาณ 6 ชั่วโมง (Issimov et al., 2020) นอกจากนี้
ยังสามารถพบเชื้อไวรัสในกรณีที่แมลงสํารอกหรืออุจจาระออกมาได้ประมาณ 3 วันภายหลัง
แมลงได้รับเชื้อ (Paslaru et al., 2021)
เห็บแข็ง (Ixodid ticks) Rhipicephalus appendiculatus และ Amblyomma hebraeum
สามารถพบ DNA ของไวรัสประมาณ 9 – 14 หลังจากได้รับเชื้อ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าสามารถ
แยกเชื้อเป็นได้จากเห็บแข็งเหล่านี้(Tuppurainen et al., 2011)
สามารถพบไวรัสในน้ําเชื้อของพ่อพันธุ์ได้แต่การติดต่อผ่านทางน้ําเชื้อก็ยังไม่มีรายงานของการเกิดโรค
ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการติดโรคผ่านทางอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ หรืออาหารและน้ําดื่มที่ปนเปื้อน
น้ําลายของสัตว์ป่วยเกิดขึ้นได้หรือไม่สัตว์สามารถติดเชื้อจากการทดลองโดยใช้สิ่งคัดหลั่งจากตุ่มที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง หรือจากเลือดได้การติดต่อผ่านการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แต่ไม่ใช่ช่องทางการติดต่อหลัก

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัส : ตุ่มที่บริเวณผิวหนังที่เกิดขึ้นจากสัตว์เป็นโรค สะเก็ดแผล สะเก็ดผิวหนัง ซึ่งจะมีปริมาณเชื้อไวรัส LSDVในปริมาณที่ค่อนข้างมาก สามารถพบเชื้อไวรัสจากส่วนนี้ได้ถึง 38 วันหลังการติดเชื้อและอาจจะพบได้ยาวนานกว่านี้สามารถพบเชื้อไวรัสได้ในเลือด น้ําลาย สิ่งคัดหลั่งจากตาและจมูก และน้ําเชื้อสําหรับเชื้อไวรัสในน้ํามูกและน้ําลายนั้น พบว่ามีปริมาณค่อนข้างน้อย โดยสามารถพบเชื้อได้ในระยะเวลาระหว่าง 12 – 18 วันภายหลังการติดเชื้อ ซึ่งจากการทดลองพบว่าการติดเชื้อจากน้ํามูกและน้ําลายสามารถก่อโรคได้แบบไม่รุนแรง (Babiuk et al., 2008) พบเชื้อไวรัสในเลือดสัตว์ที่ติดเชื้อได้ในบางช่วง โดยเฉลี่ยจะพบได้ประมาณ 7-21 วันหลังติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตามจะพบเชื้อไวรัสได้ในปริมาณที่น้อยกว่าจากตุ่มที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังพ่อพันธุ์สามารถขับเชื้อไวรัสผ่านทางน้ําเชื้อได้เป็นระยะเวลานาน สัตว์สามารถขับไวรัสในน้ําเชื้อประมาณ 42 วันหลังจากติดเชื้อ โดยมีการศึกษาพบว่าวัคซีนชนิด Homologous vaccine สามารถช่วยป้องกันการขับเชื้อผ่านทางน้ําเชื้อได้(Annandale et al., 2013) มีรายงานการเกิดโรคพบการติดต่อผ่านทางรก โดยหากพบการติดเชื้อในแม่ช่วงปลายของการตั้งท้อง (ประมาณ 7 เดือน) จะทําให้เกิดภาวะ Viremia ในแม่สัตว์จนมีโอกาสทําให้ลูกสัตว์ที่เกิดมามีรอยโรคลัมปีสกินตามวัยวะต่างๆ และมีความอ่อนแอ จนอาจตายในที่สุด (Rouby et al., 2016) สัตว์ที่หายจากโรคแล้วไม่พบว่าเป็น Carrier ได้ แต่สัตว์ที่ไม่แสดงอาการ (ประมาณ 50% ของสัตว์ที่ติดเชื้อ) ยังสามารถแพร่เชื้อได้เช่นเดียวกับสัตว์ที่แสดงอาการป่วย

วิธีการป้องกันโรค “โรคลัมปี สกิน” (Lumpy Skin Disease)

คือ การกำจัดและป้องกันแมลงในพื้นที่ ทำความสะอาดคอกและอุปกรณ์ในการเลี้ยง และกักสัตว์ใหม่ก่อนนำเข้าพื้นที่ โรคนี้ไม่มีการรักษาจำเพาะ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ ส่วนวัคซีนป้องกันโรคจะมีการนำเข้ามาในประเทศที่มีการระบาดของโรคแล้ว

โรคนี้เริ่มแพร่ระบาดในเอเชียตั้งแต่ปี 2562 ในจีนแผ่นดินใหญ่ บังกลาเทศ และอินเดีย หลังจากนั้น ในปี 2563 พบการระบาดในภูฏาน เนปาล ศรีลังกา ฮ่องกง ไต้หวัน เวียดนามและพม่า ประเทศไทยมีการติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศและเฝ้าระวังโรคตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการประกาศชะลอการนำเข้าโคกระบือจากประเทศพม่า โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) เป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 หากพบสัตว์มีอาการต้องสงสัย ต้องเเจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรคต่อไป “รู้เร็ว สงบโรคเร็ว”

สนใจสินค้าสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ID LINE : 064-292-2934

หรือต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บ : https://www.microblaze-thailand.com/product-category/microblaze-elsc

หรือหากท่านไม่สะดวกสั่งหน้าเว็บสามารถเลือกซื้อได้กับร้านค้าทางการใน Lazada และ Shopee ได้ตามลิ้งค์สินค้าทางด้านล่างได้เลย

Shopee Mell : https://shopee.co.th/microenvi?categoryId=2083&itemId=4271830063

Lazadad lazMall : https://www.lazada.co.th/shop/micro-blaze

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บ : ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ (MoZWE) , pasusart.com

Leave A Reply