จุลินทรีย์สิ่งมีชีวิตทรงพลัง เมื่อเอ่ยถึง “จุลินทรีย์” ภาพในความคิดของหลายคนเป็น “สิ่งมีชีวิตเล็กๆ” เล็กขนาดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ แต่เมื่อพูดถึงประโยชน์ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้ เราจะนึกถึงอะไร …..

“จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่พบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม ซึ่งมีหลายกลุ่ม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส สาหร่าย มีทั้งตัวดีและไม่ดี ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยตัวไม่ดีอาจทำให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์ พืชและสัตว์ ในขณะที่ตัวดีนั้นสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น บางตัวย่อยสลายเซลลูโลสหรือสารอินทรีย์ได้” ดร.ศิราภรณ์ ชื่นบาล อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ช่วยขยายความเข้าใจต่อ “จุลินทรีย์” มากขึ้น

เมื่อจุลินทรีย์มีหลากหลายกลุ่มและยังมีทั้งตัวดีและไม่ดี การจะนำจุลินทรีย์มาใช้งานจึงต้องคัดเลือกชนิดและคุณสมบัติที่ต้องการเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่งานวิจัยของ ดร.ฐปน-ดร.ศิราภรณ์ ชื่นบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สวทช. ศึกษาการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในด้านสิ่งแวดล้อมและการเกษตร

“ในงานด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นการคัดเลือกกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยบำบัดน้ำเสียและบำบัดกลิ่น จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะช่วยย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสียให้ดีขึ้น ทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และยังช่วยกำจัดกลิ่น ซึ่งที่มาของจุลินทรีย์แต่ละชนิดมาจากการเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ที่ประสบปัญหา นำมาคัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ที่แข็งแรงและมีความสามารถในหน้าที่นั้นๆ เช่น บำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่น แล้วขยายเพิ่มปริมาณ เก็บไว้เป็นหัวเชื้อที่พร้อมนำไปใช้งาน” ดร.ฐปน ขยายความการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ในด้านสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างกลุ่มจุลินทรีย์ช่วยบำบัดน้ำเสียและบำบัดกลิ่น เช่น จุลินทรีย์ช่วยย่อยลดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ เป็นกลุ่มแบคทีเรีย Chemoautotrophic nitrifying ใช้แอมโมเนียเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโต จึงสามารถกำจัดและลดปัญหากลิ่นที่รุนแรงได้ โดยอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า ไนตริฟิเคชั่น (Nitrification) เปลี่ยนแอมโมเนีย (NH3) เป็นไนไตรท์ (NO-2) และเปลี่ยนไนไตรท์ให้เป็นไนเตรท (NO-3)
สำหรับการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในด้านการเกษตรนั้นจะเป็นกลุ่มเร่งการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร กลุ่มควบคุมโรคพืชและแมลงศัตรูพืช และกลุ่มย่อยสลายสารพิษตกค้างทางการเกษตร

“จุลินทรีย์กลุ่มช่วยย่อยสลายฯ เป็นเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma sp.) ร่วมกับแบคทีเรียบาซิลลัส (Bacillus sp.) ช่วยลดระยะเวลาการย่อยสลายเศษวัสดุอินทรีย์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมได้ 40% ขึ้นอยู่กับชนิดเศษวัสดุ อัตราส่วนคาร์บอน:ไนโตรเจน (C:N) และความชื้น เมื่อย่อยสลายแล้วยังได้วัสดุที่มีธาตุอาหารช่วยควบคุมและป้องกันโรคพืชได้ ขณะที่จุลินทรีย์กลุ่มควบคุมโรคพืชช่วยป้องกันโรคพืชจากเชื้อราและแบคทีเรีย โดยเบียดเบียนหรือแย่งใช้อาหารที่เชื้อโรคต้องการ และยังช่วยละลายแร่ธาตุอาหารให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชด้วย ส่วนกลุ่มช่วยกำจัดสารตกค้าง (ไกลโฟเสท) จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารตกค้างในพื้นที่ปนเปื้อนได้ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ปริมาณสารตกค้างลดลงมากกว่า 90% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม” ดร.ศิราภรณ์ กล่าว

หัวเชื้อจุลินทรีย์ทั้งที่ใช้ในด้านสิ่งแวดล้อมและการเกษตรนี้มีความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 109 CFU/ml เก็บได้นาน 1 ปี โดยมีประสิทธิภาพสูงสุด 6 เดือน การนำไปใช้ต้องผสมน้ำในอัตราส่วนหัวเขื้อ 1 ลิตรต่อน้ำ 25 ลิตร และเกษตรกรสามารถต่อเชื้อเพื่อเพิ่มปริมาณได้ โดยเพิ่มอาหารให้จุลินทรีย์ เช่น น้ำตาล กากน้ำตาล ยูเรีย แล้วหมักโดยเติมอากาศประมาณ 2 วัน หรือใช้ไม้คนวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งการต่อเชื้อควรทำครั้งเดียว เนื่องจากประสิทธิภาพของเชื้อจะลดลง

ดร.ศิราภรณ์ บอกว่า จุลินทรีย์ที่คัดเลือกได้เหล่านี้เป็นเชื้อจุลินทรีย์ในท้องถิ่นจึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมของบ้านเรา การคัดเลือกและเก็บรักษาที่ห้องปฏิบัติการทำให้ได้หัวเชื้อที่สดและใหม่ เมื่อนำไปใช้งานจึงมีประสิทธิภาพและให้ผลที่รวดเร็ว
เสียงสะท้อนจากฟาร์มหมู
“ฟาร์มหมูสุทัศน์ คำมาลัย” ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลชุมชนในอำเภอแม่แตง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2540 แต่จากการขยายตัวของเมือง ทำให้พื้นที่ห่างไกลกลายเป็นที่อยู่อาศัย มีบ้านเรือนปลูกอาศัยรอบฟาร์มมากขึ้น และเสียงร้องเรียนเรื่องกลิ่นจากฟาร์มหมูจึงเกิดขึ้น

คุณสุทัศน์ คำมาลัย เจ้าของฟาร์ม เล่าว่า หลังจากมีเรื่องร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม ก็มีเจ้าหน้าที่เทศบาล เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งฟาร์มได้ปรับปรุงระบบให้ถูกต้อง มีการทำไบโอแก๊ส หาวิธีกำจัดกลิ่นอย่างการใช้แหนแดง แต่ก็ไม่เป็นผล จนลูกเขยไปพบงานวิจัยเรื่องจุลินทรีย์กำจัดกลิ่นของมหาวิทยาลัยแม่โจ้

“เอาหัวเชื้อมาผสมน้ำ 1 ต่อ 25 ช่วงแรกฉีดพ่นทุกวัน ปรากฏว่าใช้ครั้งแรกฉีดพ่นอยู่ 3 วัน กลิ่นเริ่มหาย”

เมื่อกลิ่นเหม็นคลุ้งของขี้หมูเริ่มหายไป เสียงร้องเรียนจากเพื่อนบ้านก็จางคลายไปเช่นกัน ปัจจุบันฟาร์มหมูแห่งนี้ยังคงใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หัวเชื้อปีละ 100 ลิตร การใช้งานจะขยายหัวเชื้อตามสัดส่วนแล้วฉีดพ่นในคอกหมูและเทราดลงรางน้ำรอบคอกหมู ส่วนความถี่การใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกลิ่น ถ้ามีกลิ่นจะใช้ทุกวัน ถ้าไม่มีจะฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง
นอกจากกำจัดปัญหาเรื่องกลิ่นได้แล้ว การใช้จุลินทรีย์ดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับไบโอแก๊สของฟาร์มอีกด้วย โดยจุลินทรีย์สามารถกำจัดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ (แก๊สไข่เน่า) ทำให้คุณภาพของแก๊สมีเทนดีขึ้น 95% ซึ่งแก๊สจากฟาร์มแห่งนี้ส่งต่อไปยังบ้านเรือนกว่า 80 หลังในชุมชน โดยมีค่าใช้จ่ายบำรุงเดือนละ 20 บาท ตั้งเป็นกองทุนของชุมชนสำหรับปรับปรุงท่อส่งแก๊สและจัดกิจกรรมในชุมชน

ป้องกันโรคพืช เพิ่มผลผลิต “แต่ก่อนรวงข้าวไม่สมบูรณ์ รวงลีบ ไม่ยาว เมล็ดข้าวที่ได้ก็ลีบ แต่เดี๋ยวนี้รวงข้าวอวบ เต่ง กอข้าวใหญ่ขึ้น แตกกอได้ดี ข้าวสมบูรณ์” นายสิรวิชญ์ ศาลิประเสริฐโชค ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และประธานกลุ่มเกษตรกรส่งออกข้าวอินทรีย์บ้านสะลวง ชี้ให้ดูแปลงข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่พร้อมรอเก็บเกี่ยว เป็นอีกหนึ่งแปลงข้าวที่ใช้จุลินทรีย์กลุ่มเร่งการย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตรและกลุ่มควบคุมโรคพืช-แมลงศัตรูพืช ซึ่งกลุ่มเกษตรกรส่งออกข้าวอินทรีย์บ้านสะลวง เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือเรียกว่าเป็นธนาคารขยายเชื้อเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรผู้สนใจ

ผู้ใหญ่สิรวิชญ์ เล่าว่า เริ่มใช้จุลินทรีย์กลุ่มควบคุมโรคพืชและแมลงศัตรูพืชของมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาได้ 2 ปี เห็นความแตกต่างชัดเจนจากที่เคยใช้ของหน่วยงานอื่น โรคพืชไม่มี รวงข้าวงาม และผลผลิตเพิ่มขึ้น ปีที่แล้วได้ข้าว 127 กระสอบ ปีนี้ได้ 159 กระสอบ

ผู้ใหญ่สิรวิชญ์นำหัวเชื้อจุลินทรีย์มาขยายตามสัดส่วน 1:25 ลิตร นำเมล็ดพันธุ์ข้าวแช่ในเชื้อจุลินทรีย์ก่อน เพื่อให้เมล็ดแข็งแรงและป้องกันโรค และนำหัวเชื้อที่ขยายแล้วเทราดบนแปลงนาในช่วงเตรียมดิน และหลังจากดำนาแล้ว 7 วัน จะฉีดพ่นทางใบ ป้องกันโรคพืชต่างๆ เช่น เชื้อรา ใบจุด นอกจากใช้ในแปลงข้าวแล้ว ผู้ใหญ่สิรวิชญ์ยังใช้จุลินทรีย์นี้กับแปลงผักและลำไยที่ปลูกด้วย
สำหรับการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายเศษวัสดุทางเกษตรนั้น ผู้ใหญ่สิรวิชญ์ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยกองปุ๋ย เร่งการย่อยให้เร็วขึ้น ซึ่งเศษวัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยจะเป็นก้อนเห็ดเก่า ต้นข้าวโพด โดยใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์แค่ครั้งแรกในสัดส่วน 1 ต่อ 25 ลิตร เทราดบนกองเศษวัสดุที่ขึ้นกองสลับชั้นกับขี้วัว ไม่เพียงย่อยสลายได้เร็วขึ้น จุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยยังช่วยป้องกันโรคพืชได้อีกด้วย

บทบาทและความสำคัญของจุลินทรีย์ ต่อการบำบัดน้ำเสีย และกลิ่นเน่าเหม็น
  • กระบวนการบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติ โดยอาศัยจุลินทรีย์ในธรรมชาติหรือการเติมจุลินทรีย์เข้ามาเพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ เพื่อลดค่า BOD โดยหน้าที่ของจุลินทรีย์คือการย่อยสลายไปพร้อมๆกับการเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำ
  • จุลินทรีย์ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในน้ำ รวมถึงเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายของกองขยะที่หมักหมม
  • จุลินทรีย์บางชนิดสามารถช่วยลดปริมาณแมลงวันและยุงได้ (ลดปริมาณตัวอ่อนของใข่ยุงและใข่แมลงวัน)
บทบาทและความสำคัญของจุลินทรีย์ ต่อการย่อยสลายสารอินทรีย์และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน
  • บักเตรี (bacteria) แอคที่โนมายซีส (actinomycetes) ฟังไจ (fungi) แอลจี (algae) เหล่านี้ล้วนเป็นจุลินทรีย์ในดิน พวกแบคทีเรียและราชนิดต่างๆ ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์จากซากสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นสารอนินทรีย์(ปุ๋ย) ซึ่งเป็นสารอาหารหลักของพืช
  • ช่วยปรับสภาพดิน ดินที่มีจุลินทรีย์จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีผลต่อการการสลายตัวของอินทรียสาร
  • จุลินทรีย์ที่อยู่ในดินช่วยทำให้เกิดขบวนการตรึงไนโตรเจน (nitrogen fixation) รวมถึงช่วยในการสร้างฮอร์โมน และ growth factor
บทบาทและความสำคัญของจุลินทรีย์ ต่อการผลิตอาหารทั้งในคนและสัตว์
  • จุลินทรีย์ในกลุ่มแลคโตบาซิลลัส (lactobacillus) เป็นจุลินทรีย์ในกลุ่มที่เรียกว่า โปรไบโอติคส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์มีประโยชน์ต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่โดยการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกายของคนและสัตว์ที่บริโภคเข้าไป ยกระดับภูมิคุ้มกันโรค ช่วยเสริมสร้างระบบการย่อยและการขับถ่าย จุลินทรีย์ในกลุ่มแลคโตบาซิลลัสสามารถพบได้ตามปกติในทางเดินอาหาร ยกตัวอย่างอาหารที่ใช้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็เช่น นมเปรี้ยว เนยแข็ง โยเกิร์ต
  • จุลินทรีย์จำพวกยีสต์ (yeast)  ยีสต์เป็นจุลินทรีย์กลุ่มจำพวก รา มนุษย์เรามีการนำยีสต์มาใช้ประโยชน์นานมาแล้ว โดยเฉพาะการหมักอาหาร หรือในกระบวนการทำขนมปัง และที่สำคัญ ยีสต์ถูกนำมาผลิตอาหารจำพวกแอลกอฮอล์ เช่นเบียร์ ไวน์ ไซเดอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนอาศัยยีสต์ในกระบวนการหมักด้วยกันทั้งนั้น
บทบาทและความสำคัญของจุลินทรีย์ ต่อวงการอุตสาหกรรม
  • จุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรีย (Bacteria) อุตสาหกรรมหลายชนิดเกิดขึ้นได้จากการใช้ประโยชน์ของแบคทีเรีย เช่น การผลิตกรดแล็กติก
  • เชื้อราหลายชนิดที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรดส้มได้ แต่ที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง คือ Aspergillus niger กรดส้มที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร ในอุตสาหกรรมน้ำหมึก สีย้อม และใช้ในวงการแพทย์
  • เอนไซม์อะไมเลส (Amylase) ได้จากจุลินทรีย์หลายชนิด สามารถใช้สังเคราะห์กรดอะมิโนจากสารประกอบไนโตรเจน
  • เอนไซม์อินเวอร์เทส (Invertase) ได้จากยีสต์ S. cerevisiae ใช้ย่อยซูโครสให้เป็นกลูโคสกับฟรักโทส จึงใช้ในอุตสาหกรรมทำลูกกวาด ไอศกรีม
  • โปรตีเอส (Protease) เอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน ได้จาก Bacillus subtilis และ A. oryzae ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง การทำกาว การทำให้เนื้อนุ่ม ทำให้เครื่องดื่มใส
บทบาทและความสำคัญของจุลินทรีย์ ต่อการผลิตเชื้อเพลิง
  • จุลินทรีย์จำพวกยีสต์ (yeast) แอลกอฮอล์จากยีสต์ นอกจากเพื่อใช้ประโยชน์ดังที่ได้เคยกล่าวมาข้างต้นแล้ว  แอลกอฮอล์ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงได้ โดยการผสมแอลกอฮอล์ประมาณ 10-15% กับน้ำมันที่เรียกว่า แก๊สโซฮอล์ (Gasohol)
  • ก๊าซมีเทน (CH4) คือ ก๊าซชีวภาพที่ได้จากการหมักมูลสัตว์และของเสียจากสัตว์ ด้วยแบคทีเรียชนิดไม่อาศัยออกซิเจน (Anaerobic) ทำให้เกิดกลุ่มก๊าซขี้นขณะเกิดการย่อยสลาย โดยกลุ่มก๊าซนี้สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหารและกระบวนการอื่นๆได้อีกมากมาย

สนใจสินค้าสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ID LINE : 064-292-2934

หรือต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บ : https://www.microblaze-thailand.com/shop

หรือหากท่านไม่สะดวกสั่งหน้าเว็บสามารถเลือกซื้อได้กับร้านค้าทางการใน Lazada และ Shopee ได้ตามลิ้งค์สินค้าทางด้านล่างได้เลย

Shopee Mell : https://shopee.co.th/microenvi?categoryId=2083&itemId=4271830063

Lazadad lazMall : https://www.lazada.co.th/shop/micro-blaze

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บ : https://www.ex-m.net , https://saveenviron.com , https://www.nstda.or.th

Leave A Reply