การเลี้ยงนกกระทาญี่ปุ่น (Japanese Quail ; Coturnix coturnix japonica) เป็นชนิดย่อยของนกกระทาญี่ปุ่นที่นิยมเลี้ยงเป็นการค้าเพื่อบริโภคเนื้อและไข่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น ในหลายประเทศได้พัฒนารูปแบบการเลี้ยงและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทั้งเนื้อและไข่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ข้อดีของการเลี้ยงนกกระทา


เหตุผลบางประการที่ทำให้นกกระทาได้รับความสนใจและนิยมเลี้ยงกันมาในหลายประเทศได้แก่

  • โรงเรือนสำหรับเลี้ยงนกกระทาไม่จำเป็นจะต้องออกแบบมาโดยเฉพาะ เพียงมีห้องว่าง
    พอที่จะกันแดด ลม ฝน และศัตรูต่าง ๆ ได้ก็สามารถเลี้ยงนกกระทาได้แล้ว
  • นกกระทาต้องการพื้นที่การเลี้ยงน้อยจึงทำให้ต้นทุนการเลี้ยงต่อตัวต่ำ
  • นกกระทาสามารถเลี้ยงและจ าหน่ายเป็นนกกระทาเนื้อได้เมื่ออายุประมาณ 5 สัปดาห์ และ
    นกกระทาตัวเมียจะเริ่มวางไข่เมื่ออายุประมาณ 7 สัปดาห์ ดังนั้น การเลี้ยงนกกระทาจึงสามารถคืนทุน
    ได้เร็วกว่าการเลี้ยงไก่มาก
  • นกกระทามีความต้านทางโรคมากกว่าไก่ ดังนั้น การเลี้ยงนกกระทาจึงไม่จ าเป็นจะต้องใช้
    วัคซีนป้องกันโรค ยาถ่ายพยาธิ จึงง่ายต่อการเลี้ยงดูและการจัดการ
  • เนื่องจากนกกระทามีขนาดเล็กจึงกินอาหารน้อยส่งผลให้ต้นทุนในการเลี้ยงดูน้อยลงด้วย
    ดังนั้น ฟาร์มเลี้ยงนกกระทาจึงสามารถทำได้แม้กระทั่งเกษตรกรผู้นั้นจะมีต้นทุนน้อย มีทักษะ
    ในการเลี้ยงดูไม่มากนัก และสามารถคืนทุนได้เร็ว

โรงเรือนเลี้ยงนกกระทา


โรงเรือนสำหรับเลี้ยงนกกระทานั้น ควรออกแบบให้สะดวกต่อการปฏิบัติงานและการรักษาความสะอาด ปลอดภัยจากศัตรู และสิ่งรบกวนต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากนกกระทาเป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อสิ่งรบกวน เช่น แสงหรือเสียงมาก เมื่อมีเสียงผิดปกติมารบกวนนกกระทาจึงมักจะตกใจง่ายๆ ภายในโรงเรือนจะต้องมีการระบายอากาศที่ดี เนื่องจากนกกระทากินอาหารที่มีโปรตีนสูงจึงขับถ่ายไนโตรเจนออกทางปัสสาวะมาก ดังนั้น ถ้าการระบายอากาศไม่ดีพอก็จะทำให้มีแอมโมเนียสะสมมากจะเป็นอันตรายต่อบุเยื่อนัยน์ตาได้

ตัวช่วยสำคัญสำหรับการเลี้ยงนกกระทาก็คือหัวเชื้อจุลินทรีย์ดับกลิ่นเหม็น ไมโคร-เบลส : ฟาร์ม

กำจัดกลิ่นเห็นผลทันที่ ที่ใช้ กำจัดกลิ่นที่ต้นเหตุ ไม่ใช่น้ำหอมกลบกลิ่น ลดการเกิดแก๊สแอมโมนีย โดยย่อยสลายต้นเหตุ การเกิดแก๊สแอมโมเนีย ลดปริมาณหนอน และแมลงวัน เห็นความแตกต่างได้ ภายใน 2 สัปดาห์ ใช้ง่ายเพียง ผสมน้ำเปล่า ไม่ต้องหมัก ไม่ต้องรอเวลา ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ ผ่านการตรวจรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข แล้วก่อนนำเข้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม100%

กรณี มีปัญหาเรื่องกลิ่น แมลงวัน หนอน

ครั้งแรก ผสมหัวเชื้อจุลิทรีย์ 3 ฝา ต่อน้ำ 20 ลิตร พักไว้ 20 นาที แล้วทำการ ฉีดพ่น ด้วยเครื่องฉีดพ่นยา ให้ทั่วบริเวณที่มีกลิ่นเหม็น และที่มีหนอนแมลงวัน ( น้ำผสมแล้ว 20 ลิตร ฉีดพ่นได้ประมาณ 100 ตรม) ให้ทำการฉีดพ่น วันเว้นวัน เป็นจำนวน 3 ครั้ง เพื่อให้จุลินทรีย์ทำลายเยื่อบุตัว หนอนให้ฝ่อ ซึ่งทำให้ไม่สามารถฟักตัว เป็นแมลงวัน

หลังจากนั้น ให้ผสม หัวเชื้อจุลิทรีย์ 1 ฝา ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น เพื่อดับกลิ่นเหม็น ฉีดอีกครั้งเมือ่มีกลิ่นเหม็น ส่วนใหญ่จะคุมการเกิดกลิ่นใหม่ได้ 5-7 วัน ควรใช้เป็นประจำ เพื่อควบคุมกลิ่น และแมลงวัน ปลอดภัยต่อคน และ สัตว์ ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขแล้ว

การกกและการเลี้ยงดูลูกนก


การเลี้ยงนกกระทาสามารถทำได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ การเลี้ยงบนพื้นที่ปูทับด้วยวัสดุรองพื้น เช่น แกลบ (เปลือกข้าว) หรือเปลือกถั่ว หนาประมาณ 2.5 เซนติเมตร ในช่วงแรกของการกกจะต้องใช้ กระสอบป่าน หรือกระดาษผิวด้านปูรองพื้น ล้อมรอบด้วยแผงกั้นกกซึ่งอาจจะท าด้วยไม้ไผ่สาน ตาข่ายหรือสังกะสีให้มีความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ล้อมรอบกกเอาไว้ เนื่องจากลูกนกกระทาแรกเกิดจะไม่สามารถผลิตความร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายได้ ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องได้รับความอบอุ่นจากเครื่องกก ซึ่งอาจจะใช้หลอดไฟหรืออาจจะใช้เครื่องกกแก๊สก็ได้ ขนาดของกรงกกลูกนกควรมีขนาด กว้าง 90 เซนติเมตร ยาว 1.50 เมตร สูง 40-50 เซนติเมตร ใช้ กกลูกนกอายุ 1-20 วัน ได้ประมาณ 250-300 ตัว ด้านข้างของกรงควรจะปิดทึบ ด้านบนทำเป็นฝาบุ ด้วยลวดตาข่ายยกเปิดปิดได้ ส่วนพื้นกรงใช้ลวดตาข่ายสี่เหลี่ยมขนาด 1 เซนติเมตร การให้น้ำควรเป็นน้ำสะอาดใส่ในอุปกรณ์การให้น้ำแบบขวด และใส่ก้อนกรวดเล็กๆ ลงไปในน้ำด้วย ในระยะ 3-7 วันแรกควรละลายพวกปฏิชีวนะผสมในน้ำให้ลูกนกกิน จะช่วยให้นกเจริญเติบโตโตเร็วและแข็งแรง การให้อาหาร ในช่วงที่ลูกนกยังเล็กอยู่อาจจะโปรยอาหารลงบนกระดาษเพื่อให้นกได้รู้จักการกินอาหารได้เร็วขึ้น ไม่ควรโปรยอาหารหรือวางรางอาหารไว้บริเวณใต้เครื่องกก หรือหลอดไฟ เพราะนกจะนอนทับอาหารไว้ทำให้นกตัวอื่นกินอาหารไม่ได้ เมื่อนกโตขึ้นอาจใช้รางอาหารเล็กๆ ใส่อาหารให้ลูกนกกินเช่นการให้อาหารลูกไก่เล็กก็ได้น้ าจะต้องมีให้ลูกนกได้กินตลอดเวลาเมื่อลูกนกอายุได้ 15 วัน ก็ย้ายไปเลี้ยงในกรงนกรุ่นหรือกรงเลี้ยงนกใหญ่ได้ ทั้งนี้เพราะว่าลูกนกในระยะนี้มีความแข็งแรงพอที่จะเหยียบพื้นกรงลวดตาข่ายได้ และมีขนขึ้นเต็มตัวแล้ว

การเลี้ยงนกกระทาเนื้อ


การเลี้ยงนกกระทาเนื้อก็คือ นกกระทาตัวผู้ที่ได้จากคัดแยกเพศออกจากนกตัวเมียในช่วงอายุ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน หรือเป็นนกที่เหลือจากการคัดเลือกไว้ทำพันธุ์ หรืออาจเป็นนกกระทาตัวเมียที่คัดออกจากนกไข่แล้ว นกกระทาเหล่านี้เราจะนำมาเลี้ยงให้เกิดการสมบูรณ์และให้เนื้อมากขึ้น เพื่อจะได้นำไปขายเป็นนกเนื้อต่อไป การให้น้ำและอาหารจะต้องให้นกได้กินน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ตามความต้องการโดยจะให้อาหารวันละ 2-3 ครั้ง และให้น้ำใหม่วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น)

การเลี้ยงนกกระทาไข่


การเลี้ยงนกกระทาไข่เป็นการค้าในปัจจุบันนิยมเลี้ยงแบบขับกรงและวางกรงซ้อนกัน 4-5 ชั้นแต่ละชั้นจะห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร ช่องว่างระหว่างชั้นหรือด้านบนของพื้นหลังกรงก็จะใช้แผ่นสังกะสีแผ่นเรียบรองรับมูลนก การเลี้ยงแบบขังกรงนี้ในกรงแต่ละกรงจะต้องใช้ในอัตรา 5 ตัว/ตารางฟุตหรือ 180 ตารางเซนติเมตร/ตัว การเลี้ยงดูนกในกระทาไข่จะแตกต่างไปจากเลี้ยงดูนกกระทาในระยะ
อื่น ดังนี้

การให้น้ำพื้นที่อุปกรณ์ให้น้ำจะต้องไม่ต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร/ตัว อุปกรณ์ให้น้ำอาจจะใช้รางน้ำ ถ้วย ขัน ท่อพีวีซีผ่าครึ่ง หรือภาชนะอื่นๆ ใส่น้ำให้กินด้านนอกกรง จะต้องมีน้ำให้นกได้กินตลอดเวลา ถ้าขาดน้ าแล้วจะท าให้นกเกิดอาการเครียด และอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อการไข่ของนกกระทาได้ น้ำควรจะเปลี่ยนวันละครั้งหรือค่อยสังเกตง่ายๆ คือ อย่าให้น้ำมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเหม็นบูดได้

การให้อาหาร พื้ที่อุปกรณ์ให้อาหารสำหรับนกกระทาจะต้องไม่ต่ำกว่า 1.6 เซนติเมตร/ตัว มักจะใช้รางอาหารแบบให้อาหารสำหรับลูกไก่ใส่อาหารให้กิน การให้อาหารควรให้วันละ 3 เวลา คือ เช้า เที่ยง และเย็น เพราะนกกระทากินอาหารทั้งวันทั้งคืน การให้อาหารนี้ควรใส่อาหารประมาณครึ่งรางเพื่อช่วยลดการสูญเสียอาหารเนื่องจากถูกคุ้ยเขี่ย เมื่อนกอายุครบ 35 วัน ควรเปลี่ยนอาหารโดยให้อาหารที่มีโปรตีนประมาณ 20% การเปลี่ยนอาหารสำหรับนกในระยะให้ไข่นี้ ไม่ควรเปลี่ยนกะทันหันเพราะจะทำให้กระทบกระเทือนต่อการให้ไข่ได้


การให้แสงสว่าง การให้แสงสว่างเพิ่มในช่วงกลางคืนจะช่วยให้นกกระทาไข่ได้ดีขึ้น ควรให้ความยาวแสงประมาณ 16 ชั่วโมง/วัน เนื่องจากแสงสว่างจะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมองให้สร้างฮอร์โมนไปกระตุ้นการทำงานของรังไข่นกกระทาจะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุประมาณ 7 สัปดาห์และนกจะมีน้ าหนักตัวประมาณ 141-150 กรัม ฟองไข่จะมีน้ำหนักประมาณ 10-12 กรัม นกกระทาจะให้ผลผลิตไข่สูงสุดประมาณ 80-85% เมื่ออายุประมาณ 12-24 สัปดาห์หลังจากนั้นไข่จะลดลงเรื่อย ๆ ถ้ามีการเลี้ยงและการจัดการที่ดีนกกระทาบางตัวอาจจะให้ไข่มากกว่า 260-300 ฟอง/ปี

การเก็บไข่นกกระทา นกกระทาจะเริ่มวางไข่ในช่วงค่าประมาณ 16.00-19.00 น. ดังนั้นการเก็บไข่จะเริ่มเก็บได้ตั้งแต่เวลา 19.30-20.30 น. ก่อนที่จะปิดไฟในช่วงค่ า และควรเก็บทุกวัน ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บวันละ 3-4 ครั้ง แล้วรีบน าไข่ที่ได้ไปเก็บไว้ในห้องที่เย็น เพื่อรักษาคุณภาพไข่ก่อนที่จะได้นำส่งตลาด

อาหารนกกระทา


วัตถุดิบอาหารสำหรับนกกระทาเหมือนกับที่ใช้ในอาหารไก่ แต่ขนาดของเม็ดอาหารจะต้องละเอียดกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นก็ให้อาหารเม็ดบี้แตกสำหรับไก่ลูกไก่กระทงได้ นกกระทาต้องการอาหารที่มีโปรตีนและโภชนะชนิดอื่นสูงกว่าไก่กระทง ทั้งนี้เนื่องจากนกกระทามีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าไก่กระทง

หลักปฏิบัติเพื่อให้การให้อาหารนกกระทาญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • นกกระทาสามารถกินอาหารป่นแห้ง เม็ดบี้แตก อาหารเปียกได้ แต่ปกติจะให้อาหารป่นแห้งเนื่องจากต้นทุนในการจัดการและการเตรียมอาหารต่ำที่สุด อาหารป่นเปียกจะเพิ่มการจัดการเนื่องจากจะต้องผสมน้ำในสัดส่วนที่พอเหมาะและจะต้องกะปริมาณอาหารที่ให้นกกินหมดพอดีในแต่ละวัน ส่วนอาหารเม็ดบี้แตกจะต้องเพิ่มต้นทุนในการอัดเม็ดอาหารและบี้ให้อาหารอัดเม็ดนั้นแตกเพื่อให้มีขนาดเม็ดพอเหมาะสำหรับการกินของนกกระทา
  • การผสมอาหารนกกระทาเล็กจะต้องบดวัตถุดิบอาหารให้ละเอียดเสียก่อน โดยเฉพาะอาหารสำหรับนกกระทาเล็ก
  • ควรให้อาหารทันทีที่ลูกนกมาถึง
  • จะต้องมีอาหารและน้ำให้นกกินตลอดเวลา
  • ในช่วง 2-3 วันแรกของการกก จะต้องให้อาหารให้เต็มรางอาหารและควรโรยอาหารบางส่วนลงบนพื้นที่ปูทับด้วยกระดาษด้วยเพื่อให้ลูกนกได้ฝึกกินอาหารได้เร็วขึ้น หลังจากนั้นจะใช้รางอาหารที่ปิดทับด้วยตาข่ายขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการคุ้ยเขี่ยของนก
  • รางอาหารส าหรับนกกระทาจะต้องออกแบบให้มีขนาดและรูปแบบที่เหมาะสมกับจ านวนนกที่เลี้ยงและขนาดของนกแต่ละช่วงอายุ เพื่อให้มีการสูญเสียอาหารน้อยที่สุด หลักในการออกแบบจะต้องป้องกันนกลงไปกินอาหารในรางและจะต้องป้องกันการคุ้ยเขี่ยอาหารของนกให้มากที่สุด
  • การกินอาหารของนกกระทาในช่วง 6 สัปดาห์แรกประมาณ 500 กรัม/ตัว หลังจากนั้นนกกระทาจะกินอาหารประมาณ 25 กรัม/ตัว/วัน
  • ในช่วงฤดูร้อนนกกระทาจะกินอาหารน้อยลง จึงควรเพิ่มระดับโปรตีนและวิตามินในอาหารให้สูงขึ้นและควรให้อาหารในช่วงที่มีอากาศเย็นเพื่อกระตุ้นให้นกกินอาหารได้มากขึ้น
โรคและการป้องกัน


นกกระทามีความทนทานต่อโรคติดต่อมากกว่าไก่ อัตราการตายในระยะกกอาจสูงถึง 20-25% ถ้าหากมีการจัดการไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องของการให้ความอบอุ่นในการกก การกกที่หนาแน่นเกินไปหรือการใช้อุปกรณ์ให้น้ำและอาหารไม่เหมาะสม ถ้ามีการจัดการและการเลี้ยงดูที่ถูกต้องนกกระทาจะมีอัตราการตายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงจับขายเป็นนกเนื้อประมาณ 8-10% การจัดการป้องกันโรคติดต่อเหมือนกับการเลี้ยงไก่ แต่การเลี้ยงนกกระทาไม่จำเป็นจะต้องทำวัคซีนเหมือนกับไก่กระทงและไก่ไข

สนใจสินค้าสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ID LINE : 064-292-2934

หรือต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บ : https://www.microblaze-thailand.com/product-category/microblaze-elsc

หรือหากท่านไม่สะดวกสั่งหน้าเว็บสามารถเลือกซื้อได้กับร้านค้าทางการใน Lazada และ Shopee ได้ตามลิ้งค์สินค้าทางด้านล่างได้เลย

Shopee Mell : https://shopee.co.th/microenvi?categoryId=2083&itemId=4271830063

Lazadad lazMall : https://www.lazada.co.th/shop/micro-blaze

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บ :  http://www.as2.mju.ac.th

Leave A Reply